ได้เวลาเปลี่ยน “กรองอากาศ” หรือยัง?

เมื่อเครื่องยนต์มีอาการแปลกๆ เช่น  เครื่องยนต์สั่น กำลังตก ควันไอเสียมีสีดำ หรือรถกินเชื้อเพลิงมากขึ้น  ลองเปิดกระโปรง…หน้ารถเลยครับ

และลองเปิดดูเจ้า “กรองอากาศ” ครับว่าสภาพยังดีอยู่มั้ย เพราะอาการดังกล่าว อาจจะเกิดจากกรองอากาศผ่านการใช้งานมาอย่างสมบุกสมบันและยาวนานจนเกิดการ “อุดตัน”  ทำให้อากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ได้น้อย เครื่องยนต์จึงมีการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์นั่นเองครับ

จากภาพ จะเห็นถึงความแตกต่างของกรองอากาศที่ถูกใช้งานมาอย่างยาวนาน กับกรองอากาศใหม่ ชัดเจนเลยใช่มั้ยครับ

ก็เจ้า กรองอากาศ หรือชื่อเต็มๆ คือ กรองอากาศเครื่องยนต์ (Engine Intake Air Filter)  มีหน้าที่ดักจับฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่างๆ ไม่ให้เข้าไปในเครื่องยนต์ หน้าที่นี้สำคัญมากเลยนะครับ เพราะอากาศบนท้องถนนมีสารพัดสิ่งสกปรก ที่ถ้าเข้าไปในเครื่องยนต์แล้ว จะไปขัดขวางการทำงานของกลไลต่างๆ ทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้ แต่คงไม่มีใครไปถอดกรองอากาศออกแล้วไม่ใส่ใช่มั้ยล่ะครับ

ดังนั้นปัญหาจึงอยู่ที่ผู้ใช้รถส่วนใหญ่ มักจะลืมหรือมองข้ามการตรวจเช็คสภาพกรองอากาศ จนกรองอากาศสกปรกมากขึ้นๆ และอุดตันนั่นแหละครับ

โดยทั่วไป แนะนำให้เปลี่ยนกรองอากาศทุก 20,000 กิโลเมตร หรือเมื่อเห็นว่าสกปรกมากจนอุดตัน อาจจะให้ช่างตรวจเช็คทุกๆ 10,000 กิโลเมตรก็ได้ครับ ขึ้นอยู่กับสภาพถนนที่ใช้งาน โดยหากขับขี่ในบริเวณที่มีฝุ่นมาก เช่น ถนนดินลูกรัง ถนนที่กำลังมีการก่อสร้างซ่อมแซมเส้นทาง ก็จะทำให้กรองอากาศสกปรกได้เร็วขึ้น

ในปัจจุบันมีกรองอากาศอยู่หลายแบบ ได้แก่

  1. ไส้กรองกระดาษแบบแห้ง สามารถนำมาเป่าทำความสะอาดได้ เมื่อเกิดความสกปรกจากฝุ่นละอองต่างๆ
  2. ไส้กรองกระดาษแบบเปียก จะมีการชุบน้ำมันชนิดพิเศษลงไปในเนื้อไส้กรองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่นละอองต่างๆ แต่เมื่อสกปรกจะไม่สามารถเป่าทำความสะอาดได้
  3. ไส้กรองแบบสแตนเลส สามารถล้างทำความสะอาด แต่ความละเอียดในการกรองสิ่งสกปรก จะด้อยกว่ากรองกระดาษ