3 วิธีง่ายๆ ในการยืดอายุ DPF

วิธีการลดค่ามลภาวะจากไอเสียรถยนต์

DPF – Diesel Particulate Filter

      อุปกรณ์ดักจับฝุ่นหรือเขม่าขนาดเล็ก (Particulate Matter) เป็นตัวช่วย “วิธีการลดค่ามลภาวะจากไอเสียรถยนต์” ที่เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีเซลไม่ให้ถูกปล่อยออกสู่อากาศภายนอกตามมาตรฐานไอเสีย EURO 6 กลายเป็นสิ่งที่ดูจะเป็นภาระและสร้างความกังวลใจในการใช้รถอยู่ไม่น้อย

หาก DPF แค่ทำหน้าที่ดักจับเขม่าที่ออกมากับไอเสียแล้วไม่ส่งผลใดๆ กับรถยนต์ก็คงไม่เป็นไร ผู้ใช้รถคงยินดีที่ตัวเองได้ใช้รถที่รักษ์โลก แต่ทว่าเมื่อมีการใช้งานไปได้ไม่นานพบว่า DPF กลายเป็นภาระที่ต้องคอยดูแลไม่ให้มัน “ตัน” จากเดิมที่ใช้รถไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องคิดอะไรมากนอกจากเรื่องของการบำรุงรักษาตามระยะโดยทั่วไป เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เช็คเบรก เช็คแบตฯ แต่กลายเป็นว่าต้องมีการเช็กสถานะของ DPF เพิ่มขึ้นมาอีก เพราะถ้า DPF ตันจะส่งผลให้เครื่องยนต์ไม่มีกำลัง เครื่องอืด เร่งไม่ขึ้นและอาจเลวร้ายถึงขั้น “น้ำดัน” สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องเกินจริงมีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงเป็นธรรมดาที่ผู้ใช้รถจะเกิดความกังวลว่ารถตัวเองจะพบปัญหาแบบนั้นไหม

เล่ามาแบบนี้ไม่ได้ต้องการให้เกิดความวิตก หากแต่ให้ทราบเป็นข้อมูลเพื่อรู้วิธีการใช้รถและการดูแล DPF ที่ถูกต้องก่อนที่จะมีปัญหา วิธีการลดค่ามลภาวะจากไอเสียรถยนต์ โดยถ้าทำตาม 3 วิธีต่อไปนี้ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานรวมถึงลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

วิธีที่ 1 เผาเขม่าฟื้นฟู DPF วิธีการแรกเป็นสิ่งที่ผู้ใช้รถซึ่งมี DPF ควรตระหนักคือ DPF ก็ไม่ต่างอะไรจากกรองอากาศหรือกรองน้ำมันเครื่องที่มีโอกาสจะตันได้เมื่อมีคราบเขม่าสะสม วิธีการเผากรอง DPF เรียกว่าการ Regeneration ทำได้โดยการใช้ความร้อนในระดับ 600 องศาเซลเซียสไปเผาคราบเขม่าที่ติดอยู่ใน DPF ให้หมดไป ความร้อนที่ว่านี้มาจากความเร็วรอบของเครื่องยนต์ประกอบกับระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น จะต้องขับด้วยความเร็วประมาณ 60-70 กม./ชม. ติดต่อกันเป็นเวลา 15-20 นาทีโดยประมาณ (ตรวจสอบและทำ Regeneration ตามคู่มือประจำรถ) วิธีการนี้ดูเหมือนง่าย สำหรับคนที่ใช้รถในเมืองอาจจะต้องหาเวลาขับรถออกต่างจังหวัดบ้างเพื่อฟื้นฟู DPF และถือโอกาสพักผ่อนชาร์จแบตให้กับตัวเองไปด้วยเลย

วิธีที่ 2 เติมน้ำมันที่มีคุณภาพ น้ำมันดีเซลที่เหมาะสมจริงๆ ควรจะเป็นน้ำมันดีเซลที่ผ่านมาตรฐาน EURO 6 แต่ในบ้านเราถ้าเข้าใจไม่ผิดตอนนี้น่าจะมีเพียงมาตรฐาน EURO 5 เท่านั้น ซึ่งราคาจะแพงกว่าน้ำมันดีเซลปกติประมาณ 3 บาท ก็ต้องยอมจ่ายนะ ถึงจะไม่รักษ์โลกแล้วก็ตาม ก็ควรจะต้องรักกระเป๋าสตางค์ของตัวเองเอาไว้เพื่อไม่ให้ในระยะยาวต้องจ่ายแพงไปกว่านี้

วิธีที่ 3 น้ำมันเครื่องก็สำคัญ ต้อง! (ย้ำว่า “ต้อง” ไม่ใช่ “ควรใช้”) ใช้น้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่มีระบบ DPF โดยเฉพาะ การใช้น้ำมันเครื่องที่เหมาะสมเป็นการป้องกันตั้งแต่ต้นทางเพราะจะช่วยลดเขม่าไอเสียจากการเผาไหม้ทำให้ปริมาณเขม่าสะสมที่กรอง DPF ลดลงไปด้วยส่งผลถึงการช่วยยืดอายุการใช้งานโดยตรง

“น้ำมันเครื่องที่เหมาะสมสำหรับเครื่องยนต์ที่มี DPF ก็คือ น้ำมันเครื่องที่ผ่านมาตรฐาน ACEA C3 และมีการระบุชัดเจนว่าใช้สำหรับเครื่องยนต์ที่มี DPF”

น้ำมันเครื่องที่แนะนำคือ Motul รุ่น 8100 X-CLEAN+ เบอร์ 5W30 และ 8100 X-CLEAN เบอร์ 5W40 เป็นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ 100% เกรดพรีเมียม พัฒนาขึ้นมาสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน และดีเซล ที่ได้รับมาตรฐาน EURO 4 / EURO 5

รองรับการกรองอนุภาคไอเสีย DPF รวมถึงระบบฟอกไอเสีย Catalytic Converter และระบบหมุนเวียนไอเสีย EGR

ผู้ใช้รถเครื่องยนต์ดีเซล Common Rail ทั่วไปและเครื่องยนต์ดีเซลตามมาตรฐานไอเสีย EURO 4 / EURO 5 สามารถสั่งซื้อ Motul รุ่น 8100 X-CLEAN+ เบอร์ 5W30 และ 8100 X-CLEAN เบอร์ 5W40

ได้จากตัวแทนจำหน่าย Motul ทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อได้ที่ AC Auto Service (ACS) ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย

การใช้น้ำมันเครื่องที่เหมาะสมถือว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดรองจากการทำ Regeneration เนื่องจากไม่ใช่สิ่งที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้วต้องเปลี่ยนถ่ายตามระยะอยู่แล้ว เพียงเลือกใช้ให้ถูกต้องเท่านั้น